5. Balloon Valvuloplasty for Critical pulmonary Stenosis in Neonates

Chaisit Sangtawesin, MD.*
Thanarat Layangkool, MD.*
Vachara Jamjureeruk, MD.**
Tawatchai Kirawitaya, MD.*
Volume 14 No. 2 Month April 2001


Abstract          Background  :   Balloon  valvuloplasty  has  long  been  the  treatment  of choice for critical  pulmonary  stenosis  in  neonates  but  in  Thailand  The first reported case was in 1995.  This  is the  first  and  largest  series  in  Thailand.

                                Objective  :   The  purpose of  the study  was to report  the results at short and intermediate-term follow-up  of  patiens  who  had  undergone  these  procedures.

                                Patients and Methods  :  From 1995  to 1999, 10  consecutive neonates with a diagnosis of isolated critical pulmonic  stenosis based on clinical and  echocardiographic data at Queen Sirikit National  Institute of Child  Health Underwent attempted balloon valvuloplasty. After recordings of pressure and saturation data, the right ventricle (RV) size was estimated angiographically and the pulmonary valve annuli were measured. The valves were then first dialted with a 6 mm balloon, followed by an 8 mm balloon catheter if needed. Follow-up  information  was obtained for all includingthe evaluation of   clinical and  echocardiographic  data until December 2000.

                                Results  :  The  babies ranged in age from 3 to 28  days (mean 14.1 ± 9.65) and in weight from 2.5  to 4.1 (mean3.23 ± 0.47) kg. There were 5 males and 5 females. The Doppler-derived gradient prior to balloon valvuloplasty was 80.1 ± 23.76 mmHg. The RV was felt to be mildly hupoplastic echocardiographically in three. The valve annuli ranged from 5.0 to 5.9(5.0 ± 0.31)mm. The pulmonary valves were crossed and dilated in 9 babies and the final balloon/annulus value ranged from 1.15 to 1.38    (1.31 ± 0.10). The systolic RV pressure value decreased from 91.33 ± 20.65 to 46.17 mmHg (measured in oly 6). No deaths occurred and there were six complications among the 10 neomates who underwent balloon valvuloplasty.. Two babies(20%) developed tamponade. Transient serious bradyarrhythmias  wich required medications occurred in four cased (40%). Follow-up of the 9 neonates who were successfully managed by balloon valvuloplasty has been followed for 32.33 ± 20.17  months. All were well, acyanotic, and without evidence of significant residual obstruction. At echocardiographic evaluation, the instantaneous gradient was less than 30 mm in all ; mildpulmonary regurgitation was present in 8.

                                Conclusion  :  Balloon valvuloplasty  is  the treatment of choice in neomates with isolated critical  pulmonic  stenosis   with  limited or  no  complications.



PDF File :
5. การรักษา Critical Pulmonary Stenosis ในทารกแรกเกิดด้วยสายสวนหัวใจ ชนิดมีลูกโป่ง

ชัยสิทธิ์ แสงทวีสิน, พบ.*
ธนะรัตน์ ลยางกูล, พบ.*
วัชระ จามจุรีรักษ์, พบ.**
ธวัชชัย กิระวิทยา, พบ.*
ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน 2544


บทคัดย่อ               ที่มาของการศึกษา   :    ในต่างประเทศการรักษาทารกแรกคลอดทีมีลิ้นหลอดเลือดพัลโมลารีตีบรุนแรง  นิยมใช้สายสวนหัวใจชนิดที่มีลูกโป่งเป็นการรักษาหลักมานานแล้ว ในประเทศไทยการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวเพิ่งรายงานครั้งแรกใน  พ.ศ. 2538  รายงานเป็นรายงานแรกที่รวมรวมการรักษาดังกล่าวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

                                วัตถุประสงค์   :   เพื่อรวบรวมผลการรักษา และติดตามผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยวิธีนี้

                                ผู้ป่วยและวิธีการ   :   ทารกทุกราย  รวม 10  ราย ที่ได้รับการวินิจฉัย  ลิ้นหลอดเลือดพัลโลนารีตีบรุนแรงตั้งแต่ พ.ศ. 2538 – 2542  ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  ให้การรักษาด้วยการสายสวนหัวใช้ชนิดที่มีลูกโป่ง  วัดความดันในหัวใจห้องล่างขวา ฉีดสีในหัวใจห้องล่างขวา ประเมินขนาดของหัวใจห้องล่างขวา วัดขนาดของลิ้นหลอดเลือดพัลโลนารี  พยายามขยายลิ้นหลอดเลือดพัลโมนารีด้วยสายสวนหัวใจชนิดที่มีลูกโป่ง  โดยเริ่มจากขนาด 6 มม.  ถ้าขนาดของสายสวนหัวใจยังไม่ใหญ่พอก็จะต่อด้วยการใช้สายสวนขนาด 8  มม.  ติดตามผู้ป่วยจนสิ้นสุดปี พ.ศ.2543

                                ผลการศึกษา   :   ทารกอายุระหว่าง 3.28  วัน (mean 14.1 ± 9.65) น้ำหนัก 2.5-4.1  (ค่าเฉลี่ย 3.23  ± 0.47) กก. เพศชาย  5 คน  ค่าเฉลี่ยความแตกต่างของความดันในหัวใจห้องล่างขวากับในหลอดเลือดพัลโมนารีก่อนขยายเท่ากับ 80.1  ±  23.76  มม. ปรอทขนาดของหัวใจห้องล่างขวาเล็กว่าปกติเล็กน้อย 3  ราย  ขนาดของลิ้นหลอดเลือดพัลโมนารีอยูระหว่าง5.0 – 5.9 มม.  ขยายลิ้นหลอดเลือดพัลโมนารีได้สำเร็จ 9 ราย โยขนาดของสายสวนหัวใจ/ขนาดลิ้นหลอดเลือดพัลโมนารี อยู่ระหว่าง 1.15- 1.38 (ค่าเฉลี่ย 1.31  ± 0.10)  ความดันในหัวใจห้องล่างขวาลดลงจากค่าเฉลี่ย  91.33  ± 20.65  มม. ปรอทก่อนทำการขยาย เหลือ ผนังหัวใจเกิดเลือดออกมาในช่องเยื่อหุ้มหัวใจต้องรีบระบายออก อีก 4 รายมีหัวใจเต้นผิดปกติรุนแรงจนต้องใช้ยาช่วยระหว่างทำการติดตามทารกทั้ง 9  รายที่ทำการขยายลิ้นหลอดเลือดพัลโมนารีได้สำเร็จ  ได้ติดตามเฉลี่ย 32.33  ± 20.17  เดือน ทุกรายสบายดีการตรวจคลื่นเสียงสะท้องหัวใจไม่มีการตีบหลงเหลือที่มีความสำคัญทางคลินิก มีการรั่วเล็กน้อยของลิ้นหลอดเลือดพัลโมนารี 8 ราย

                                สรุป  :  การขยายลิ้นหลอดเลือดพัลโมนารีด้วยการใช้สายสวนหัวใจชนิดทีมีลูกโป่งในทารกแรกเกิดสามารถทำได้ด้วยความปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง  และภาวะแทรกซ้อนต่ำ



PDF File :